ความไม่อดทนคือการติดอยู่ในกาลเวลา ความอดทนไร้กาลเวลา

Krishnamurti (press F5 for other pictures)

เชิญร่วมพบปะประจำปี 2553
อ่านหนังสือเรื่อง Krishnamurti and a World in Crisis
ชมวีดิโอ พร้อมคำบรรยายภาษาไทย "ความดี ความรัก และ ความจริง จะเกิดขึ้นจากระเบียบวินัย ได้หรือไม่
 

คำคมจากการพูดและหนังสือของกฤษณมูรติ


 


การปฏิวัติ

เพื่อเข้าใจปัญหาการเปลี่ยนแปลง ประการแรกนั้นจำต้องเข้าใจกระบวนการนึกคิดและํธรรมชาติของความรู้ นอกจากว่าเราพิจารณาประเด็นนี้อย่างลุ่มลึก แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็แทบไม่มีความหมายเลย เพราะการเปลี่ยนแปลงซึ่งอุบัติขึ้นที่ผิวนอก คือการสืบต่อสิ่งต่างๆ ที่เรากำลังพยายามเปลี่ยนแปลงให้คงอยู่สืบต่อไป การปฏิวัติที่เคยเกิดขึ้นทุกครั้งเพื่อเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่าหรือชีวิตที่แตกต่างออกไป โดยผ่านลำดับขั้นตอนของกาลเวลา พฤติกรรมผิดๆ ที่การปฏิวัติหวังจะกำจัดยังคงหวนกลับมาในรูปโฉมใหม่พร้อมกับกลุ่มคนที่ต่างไป กระบวนการเดิมยังคงดำเนินสืบไป เราเริ่มต้นเพื่อเปลี่ยนแปลง เพื่อก่อให้เกิดสังคมที่ไร้ชนชั้น แต่เมื่อผ่านกาลเวลาและแรงกดดันจากเหตุแวดล้อมต่างๆ การณ์ก็กลับเป็นว่าบุคคลกลุ่มอื่นตั้งตัวขึ้นเป็นชนชั้นสูงใหม่ การปฏิวัติที่มีมาไม่เคยเกิดขึ้นจากรากเหง้าเบื้องลึกโดยแท้จริง
- พูดครั้งที่ 2, 17 กุมภาพันธ์ 2503, กรุงนิวเดลลี ประเทศอินเดีย

บุคคลที่รู้สึกกับโลกอย่างแรงกล้าและเห็น ความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลง เขาต้องเป็นอิสระจากงานทางการเมือง อีกทั้งเป็นอิสระจากบทบัญญัติทางศาสนา และศาสนประเพณี นั่นหมายความว่าเป็นอิสระจากแอกของกาลเวลาและภาระหนักของอดีต เป็นอิสระจากการกระทำทั้งมวลที่เกิดจากแรงปรารถนา นี่คือการเป็นมนุษย์คนใหม่ มีเพียงสิ่งเหล่านี้เ่ท่านั้นที่เป็นการปฏิวัติทางสังคม จิตใจ และแม้แต่การปฏิวัติทางการเมือง
- มนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง...ด่วน เล่ม 2

จงสนใจกับการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน อันเป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ มีเพียงสิ่งเดียวที่น่าจะเรียกว่าการปฏิวัติ คือการปฏิวัติในหมู่มนุษย์้เรา และในความเป็นมนุษย์ นั่นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เราให้ความสำคัญ การปฏิวัติเยี่ยงนี้ ไม่มีแผนงาน ไม่มีอุดมการณ์ หรือแนวคิดแบบสังคมยูโทเปีย เราต้องมองดูสภาพความสัมพันธ์จริงๆ ของมนุษย์ แล้วเปลี่ยนแปลงมันอย่างถอนรากถอนโคน เช่นนี้จึงจะเป็นของจริง
- มนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง...ด่วน เล่ม 1

ความคิด

ความคิดมิใช่วิถีทางที่จะแก้ไขปัญหาใดๆ ของเ้รา เพราะความคิดคือการตอบสนองของความจำ และความจำคือผลพวงของความรู้ที่พอกพูนขึ้น ซึ่งก็คือประสบการณ์
- พูดครั้งที่ 2, 17 กุมภาพันธ์ 2503, กรุงนิวเดลลี ประเทศอินเดีย

ความอยาก

เป็นไปได้ไหมที่จะมองเห็น เฝ้าสังเกต และรู้สึกตัวถึงสิ่งที่งดงามและน่าเกลียดทั้งหลายในชีวิต โดยไม่พูดว่า "ฉันต้องมี" หรือ "ฉันต้องไม่มี" คุณเคยเพียงสังเกตดูสิ่งใดบ้างไหม พอจะเข้าใจไหมครับ คุณเคยสังเกตภรรยา ลูกๆ หรือเพื่อนๆ ของคุณบ้างไหม เพียงแต่มองดูเขา คุณเคยไหมที่จะมองดอกไม้สักดอกโดยไม่เรียกมันว่าดอกกุหลาบ โดยไม่คิดจะเด็ดมาประดับรางกระดุมหรือนำมันกลับไปให้ใครที่บ้าน หากคุณมีศักยภาพที่จะสังเกตเยี่ยงนั้น โดยปราศจากการให้ค่าที่จิตกำหนดขึ้น คุณจะพบว่าความอยากไม่ใช่สิ่งน่าสะพรึงกลัว คุณสามารถที่จะมองดูรถยนต์ แลเห็นความสวยงามของมัน แต่ไม่ถูกจับไว้ในความโกลาหลหรือความขัดแย้งเพราะความอยาก แต่นั่นต้องการการสังเกตอันเฉียบคม เข้มข้น ไม่เพียงมองผ่านๆ ไม่ใช่ว่าคุณจะไม่มีความอยาก แต่เป็นเพียงจิตมีศักยภาพในการมองดูโดยไม่มีคำบรรยาย
- พูดครั้งที่ 2, 10 กุมภาพันธ์ 2500, เมืองบอมเบย์ ประเทศอินเดีย

ความงาม
มีความงามที่ไม่ได้มาจากปฏิกิริยาตอบโต้จากสิ่งเร้า ความงามแห่งนัยนี้ไม่เนื่องอยู่กับสีสัน สัดส่วน รูปลักษณ์หรือคุณลักษณ์ แต่เป็นอะไรบางอย่างที่สำคัญใหญ่หลวงกว่าและล้ำลึกกว่ายิ่งนัก มันไม่มีสิ่งใดสัมพันธ์อยู่กับสิ่งเร้าที่ผ่านไปมา มันยากที่จะสื่อถึงความรู้สึกนั้น ความรู้สึกถึงความงามยามเมื่อทั้งจิตใจและระบบประสาท ความรู้สึกทั่วทั้งเรือนร่างประสานกันอย่างสมบูรณ์ ความรู้สึกนั้นมิได้ถูกสร้างขึ้น ไม่ได้เกิดจากแรงกระตุ้นใดๆ แต่มันปรากฏอยู่ที่นั่นจริง เพราะว่าคุณตื่นตัวรับรู้ว่องไวต่อสรรพสิ่งตลอดทั้งวัน ตื่นรู้ต่อถ้อยคำ ท่วงท่า การย่างก้าว ต่อสิ่งโสโครกตามถนนหนทาง ความรกรุงรังไร้ระเบียบของบ้านช่อง ความน่าเกลียดภายในที่ทำงาน ความทมิฬหินชาติของมนุษย์ คุณรู้สึกตัวอยู่ ตื่นตัวรับรู้ว่องไว ด้วยเพราะความตื่นตัวว่องไวเยี่งนี้ คุณได้พลิกฟื้นทั่วทุกพื้นที่ของชีวิตคุณ กระตุ้นทุกซอกหลืบของจิตสำนึกคุณและสภาวะการดำรงอยู่ของคุณ เมื่อเป็นดังนี้เท่านั้นความรู้สึกแห่งความงามจึงอุบัติขึ้น ไม่ใช่ถูกกระตุ้นขึ้นเมื่อเห็นทะเลสาบ ขุนเขา บทกวี หรือเข้านกที่กำลังบินถลาร่อนลม
- พูดครั้งที่ 6, 28 กุมภาพันธ์ 2508, เมืองบอมเบย์ ประเทศอินเดีย

สัมพันธภาพ

คำว่าสัมพันธภาพ คุณหมายถึงอะไร เราเคยสัมพันธ์กับใครสักคนไหม หรือว่าเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสองมโนภาพ ซึ่งเราต่างก็สร้างมโนภาพของกันและกัน ผมมีมโนภาพเกี่ยวกับคุณและคุณก็มีมโนภาพเกี่ยวกับผม เราแต่ละคนผู้เป็นภรรยาหรือสามีต่างมีภาพลักษณ์ของกันและกัน หรืออะไรก็สุดแล้วแต่ นั่นเป็นเพียงความสัมพันธ์ระหว่างสองภาพลักษณ์ ไม่มีอะไรนอกเหนือกว่านั้น ความสัมพันธ์กับผู้อื่นจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อไม่มีภาพลักษณ์เท่านั้น เมื่อผมและคุณต่างมองกันและกันโดยปราศจากภาพลักษณ์ในความทรงจำ ปราศจากการหยามเหยี่ยดหรือประการอื่นๆ ความสัมพันธ์ก็จะเกิดขึ้น
- กระจกเงาแห่งความสัมพันธ์ (ความรู้สึกตัวโดยไม่เลือก เล่มที่ 2)

การสัมพันธ์หมายถึงสัมผัสตรงถึงกัน การเชื่อมสนิทต้องตรงไปตรงมา ไม่ใช่ระหว่างสองภาพลักษณ์ เพื่อที่จะมองผู้อื่นโดยปราศจากภาพลักษณ์ซึ่งผมมีอยู่เกี่ยวกับเขาผู้นั้นต้องมีความใส่ใจและความรู้สึกตัวอย่างมหาศาล ภาพลักษณ์ในความทรงจำเกี่ยวกับผู้นั้นซึ่งเคยเหยียดหยามผม หรือทำให้ผมสบายใจ เพลิดเพลินใจ หรือนั่นนี่ เมื่อไม่มีภาพลักษณ์ระหว่างกันเท่านั้นสัมพันธภาพจึงจะเกิดขึ้น
- กระจกเงาแห่งความสัมพันธ์ (ความรู้สึกตัวโดยไม่เลือก เล่มที่ 2)

ภาพลักษณ์

เหตุใดผมผู้ใช้ชีวิตมาเป็นเวลา 40, 50 หรือ 60 หรือกี่ปีก็แล้วแต่ที่เราดำเนินชีวิตมา เหตุใดผมจึงเก็บรวบรวมเอามวลประสบการณ์และความรู้ไว้เต็มคลัง ทั้งสิ่งที่ผมเคยคิด เคยรู้สึก ที่ผมเป็นอยู่ และควรจะเป็น หากผมไม่ทำเช่นนั้น อะไรจะเกิดขึ้น หากว่าผมไม่มีมโนคติเกี่ยวกับตนเอง อะไรจะเกิดขึ้นกับผม ผมก็จะหลงทางใช่ไหม ผมจะรู้สึักไม่แน่นอนใจ ขยาดหวาดกลัวต่อชีวิต ผมจึงต้องสร้างภาพลักษณ์ มโนคติ นิยายปรัมปรา และข้อสรุปเกี่ยวกับตนเองขึ้นมา สำหรับผมแล้ว หากไม่มีบรรทัดฐานเหล่านี้ ชีวิตสุดแสนจะไร้ความหมาย ไม่แน่นอน น่าหวั่นกลัวยิ่ง และไร้เสถียรภาพ...

แล้วอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อผู้รู้สึกตัวถึงข้อเท็จจริงว่า ผมได้สร้างภาพลักษณ์เกี่ยวกับตนเอง และตระหนักรู้มันดุจรู้สึกถึงความหิวของผม
- เผชิญความจริง (ความรู้สึกตัวโดยไม่เลือก เล่ม 1)

ความรัก

เมื่อคุณสูญเสียคนที่คุณรักไป คุณร้องห่มร้องไห้ น้ำตาของคุณพรั่งพรูออกมาเพื่อตัวคุณเอง หรือเพื่อคนที่ตายไปแล้วกันแน่ คุณร้องไห้ให้แก่ตัวคุณเองหรือคนอื่น คุณเคยร้องไห้เพื่อคนอื่นบ้างไหม คุณเคยร้องไห้ให้กับลูกของคุณทีุ่ถูกฆ่าในสมรภูมิหรือไม่ คุณเคยร้องไห้ แต่น้ำตาเหล่านั้นหลั่งออกมาจากความสงสารตัวเองหรือว่าคุณร้องไห้เพราะว่ามนุษย์ได้ถูกฆ่าลง ถ้าคุณร้องไห้เพราะความสงสารตัวเองแล้ว น้ำตาของคุณไม่มีความหมายใดเลย เพราะว่าคุณหมกมุ่นอย่างมากมาย ถ้าคุณร้องไห้เพราะว่าคุณหมดหวังในคนที่คุณทุ่มเทให้ความรักอย่างมากมาย นั่นไม่ใช่ความรักจริงๆ เลย เมื่อคุณร้องไห้ให้กับน้องชายของคุณที่ตายไป จงร้องไห้เพื่อเขา เป็นเรื่องง่ายเหลือเกินที่จะร้องไห้ให้กับตัวคุณเองเพราะเขาจากไปเสียแล้ว แน่ละว่าคุณกำลังร้องไห้เพราะว่าหัวใจของคุณกระทบกระเทือน หาใช่เพื่อเขาไม่ แต่กลับถูกกระทบกระเทือนด้วยความพะนอสงสารตัวเอง และการพะนอตนเองนี้ทำให้คุณแข็งกระด้าง ปิดกั้นตัวเอง ทำให้คุณซึมเซาและโง่เขลา
- อิสรภาพเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่รู้

สิ่งที่เป็นอยู่จริง

เมื่อคุณสังเกตความจริงตามที่คุณเป็นอยู่จริง ไม่มีใครจะทำให้คุณเจ็บปวดได้ ถ้าคุณเป็นคนชอบพูดเท็จ และหากมีใครบอกว่าคุณเป็นคนขี้ปด ไม่ได้หมายความว่าคุณโดนทำร้าย แต่มันเป็นความจริงที่คุณพูดเท็จ แต่หากคุณเสแสร้งว่าคุณไม่ใช่คนช่างเท็จ แต่ถูกกล่าวหา แล้วคุณรู้สึกโกรธและรุนแรง นั่นคือเรามักจะมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งแนวความคิด หรือโลกตามตำนานปรัมปรา ไม่เคยออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เพื่อที่จะสังเกตสิ่งที่เป็นจริง มองเห็นมัน คุ้นเคยกับมันจริงๆ จะต้องไม่มีการติดสิน การประเมินค่า ไม่มีความคิดเห็น และ ไม่มีความกลัว
- พูดครั้งที่ 4, 12 กันยายน 2504, กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ความทุกข์

ชีวิตพวกเราส่วนมากออกจะน่าเกลียด โสมม ระทมทุกข์มากมาย ชีวิตของเราเป็นห่วงโซ่ของความขัดแย้ง ความไม่ลงรอย เป็นกระบวนการของการต่อสู้ดิ้นรนและความปวดร้าว เกิดความรู้สึกพึงพอใจที่อิ่มเอิบที่อิ่มเอิบชั่วครู่ชั่วยามแล้วผ่านเลย เราถูกตรึงให้อยู่กับการยอมปรับตาม การสยบยอมตามและแบบแผนทั้งหลาย ไม่มีแม้เพียงขณะเดียวที่อิสรภาพจะเกิดขึ้นได้ ไม่เคยรู้สึกเต็มอิ่มในชีวิต มีความท้อแท้สิ้นหวังอยู่เสมอ เพราะต้องมุ่งแต่ค้นหาความเต็มบริบูรณ์ เราไม่มีความสงบสุขในจิตใจ ทั้งยังถูกกระทำให้ทุกข์ทรมานด้วยความทะยานอยากสารพัด ดังนั้น เพื่อที่จะเข้าใจปัญหาทั้งมวลนี้และล่วงพ้นจากมัน จำเป็นที่ต้องเริ่มต้นเข้าใจในธรรมชาติของความรู้และกระบวนการของจิตใจเสีย ก่อน
- พลังแห่งจิตเงียบ (ความรู้สึกตัวโดยไม่เลือก เล่ม 3)

การหลบหนี

เมื่อเรารู้สึกไม่พอใจในตนเอง ไม่พอใจในสภาพการณ์ทั้งภายในและภายนอกของเรา เราจึงใช้หนทางหลบหนีมากมาย เราคิดว่าเราจะเข้าใจ จะแก้ปัญหาการดื่มและการหนีได้เมื่อเราค้นพบสาเหตุของมัน เมื่อเรารู้ถึงสาเหตุของการหลบหนีแล้ว เรายุติการหลบหนีได้หรือ เช่น เมื่อผมรู้ว่าผมดื่มเพราะทะเลาะกับภรรยาของผม หรือเพราะว่าผมได้งานที่แย่มากๆ เมื่อผมรู้สาเหตุผมหยุดดื่มหรือ ไม่หยุดแน่นอน ผมจะหยุดดื่มก็ต่อเมื่อผมมีความสัมพันธ์อันถูกต้องกับภรรยาของผม หรือกับคนอื่นๆอ และขจัดความขัดแย้งซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความปวดร้าวออกไป

- พูดครั้งที่ 2, 9 ตุลาคม 2492, กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร









 

 
มูลนิธิอันวีกษณา (ประเทศไทย)
ตู้ ป.ณ. 5 ไปรษณีย์ทุ่งลุง
ต.พะตง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90230
โทรศัพท์



แฟกซ์
+66 81 328 7132
+66 (0)74 531 115
+66 83 397 8539
+66 81 896 9635
+66 (0)74 257 855

อีเมล questfoundation@gmail.com

 

 สารบัญ จุดมุ่งหมาย ปลีกวิเวก กิจกรรม ร้านหนังสือ ผู้เข้าเยี่ยมชม บันทึกรายงาน กฤษณมูรติ เครือข่ายงาน K เว๊บอื่น ๆ เวทีสนทนา อาสาสมัคร ติดต่อเรา